เมื่อพูดถึงซีรีส์แนวประวัติศาสตร์-สงครามที่ทั้งดุเดือดและลุ่มลึก Vikings (ไวกิงส์ ยอดนักรบเรือมังกร) คือหนึ่งในชื่อที่แฟนซีรีส์ต้องยกให้เป็นตำนาน ซีรีส์ที่เริ่มต้นจากปี 2013 และดำเนินยาวนานถึง 6 ซีซัน ได้พาเราติดตามการผจญภัยของ Ragnar Lothbrok และลูกหลานของเขา ผ่านการเมือง การทรยศ และความเชื่อที่สั่นคลอน บทความนี้กองบรรณาธิการของเราจะพาคุณไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้ Vikings ไม่ใช่แค่ซีรีส์ฆ่าเวลา แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ซ่อนอยู่ในชุดเกราะและเรือมังกร
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
Vikings เล่าเรื่องราวของ Ragnar Lothbrok (Travis Fimmel) ชาวนาผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักรบและนักสำรวจ เขาเชื่อว่ามีดินแดนทางตะวันตกที่ร่ำรวยรอการค้นพบ แม้จะขัดคำสั่งของ Earl Haraldson ผู้ปกครองที่หวาดระแวง Ragnar ร่วมกับ Floki ช่างต่อเรืออัจฉริยะ สร้างเรือมังกรที่สามารถล่องมหาสมุทรได้สำเร็จ และนำคณะบุกโจมตีอังกฤษเป็นครั้งแรก เรื่องราวขยายไปสู่การแก่งแย่งอำนาจภายในเผ่า การเผชิญหน้ากับกษัตริย์ Aelle และกษัตริย์ Ecbert รวมถึงการเดินทางของลูกชายทั้งสี่ของ Ragnar ที่แต่ละคนมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์สแกนดิเนเวีย ซีรีส์ยังคงดำเนินไปถึงจุดที่ไวกิ้งต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน จนถึงตอนจบที่สมเหตุสมผลและน่าประทับใจ โดยไม่มีการสปอยล์ตอนจบแน่นอน
งานการแสดงและตัวละคร
หัวใจของ Vikings คือนักแสดงที่ถ่ายทอดตัวละครออกมาได้มีเลือดมีเนื้อ Travis Fimmel ในบท Ragnar คือการแสดงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความลึกลับ และความดุดัน เขาพาเราดำดิ่งไปกับความทะเยอทะยานและความเปราะบางของนักรบในตำนาน Alex Høgh Andersen ในบท Ivar the Boneless ลูกชายคนที่สี่ที่พิการแต่มีสติปัญญาเฉียบคม เป็นอีกหนึ่งการแสดงที่ทรงพลังและน่าจดจำ Gustaf Skarsgård ในบท Floki ช่างต่อเรือผู้คลั่งไคล้เทพเจ้า ก็สร้างสีสันและความขัดแย้งทางความเชื่อได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่ Clive Standen ในบท Rollo พี่ชายของ Ragnar ที่ต้องเลือกระหว่างครอบครัวและเกียรติยศ ก็เป็นอีกตัวละครที่ซับซ้อนและน่าติดตาม นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงและเข้าใจแรงจูงใจของตัวละครแต่ละคน
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ในด้านภาพ Vikings โดดเด่นด้วยการถ่ายทำที่สวยงามสมจริง ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ของนอร์เวย์ ฟยอร์ด และทะเลเหนือ ฉากการต่อสู้ถูกออกแบบอย่างดุเดือดและโหดเหี้ยม แต่ยังคงไว้ซึ่งความสมจริงและศิลปะการต่อสู้แบบไวกิ้ง งานกำกับของ Michael Hirst และทีมงานสามารถสร้างบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นในครอบครัวและโหดร้ายในสนามรบได้อย่างกลมกล่อม ดนตรีประกอบโดย Trevor Morris และทีมงานช่วยเสริมอารมณ์ได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะเพลงเปิดที่ใช้เพลง 'If I Had a Heart' ของ Fever Ray ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ไปแล้ว
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ Vikings แตกต่างจากซีรีส์แนวประวัติศาสตร์เรื่องอื่นคือการเน้นที่ ความขัดแย้งภายใน ทั้งในตัวบุคคลและในสังคม ซีรีส์ไม่ได้นำเสนอไวกิ้งเป็นเพียงนักรบป่าเถื่อน แต่เป็นมนุษย์ที่มีความเชื่อ ครอบครัว และความทะเยอทะยาน การเดินทางของ Ragnar จากชาวนาสู่กษัตริย์ สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างประเพณีกับการเปลี่ยนแปลง ศาสนาเก่ากับศาสนาใหม่ และความรักกับหน้าที่ ซีรีส์ยังกล้าที่จะฆ่าตัวละครหลักที่เรารัก ทำให้เรื่องราวมีความเสี่ยงและน่าติดตามมากขึ้น กองบรรณาธิการมองว่า Vikings เป็นบทเรียนเกี่ยวกับราคาของอำนาจและความหมายของมรดกที่ส่งต่อถึงรุ่นลูก
สรุป
Vikings (ไวกิงส์ ยอดนักรบเรือมังกร) คือซีรีส์ที่แฟนแนวประวัติศาสตร์ สงคราม และดราม่าครอบครัวไม่ควรพลาด แม้จะมีช่วงที่ยืดเยื้อบ้าง แต่การแสดง เนื้อเรื่อง และงานภาพโดยรวมยังคงยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบซีรีส์เข้มข้น ตัวละครมีมิติ และไม่กลัวความรุนแรง
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การแสดงที่ทรงพลัง โดยเฉพาะ Travis Fimmel และ Alex Høgh Andersen
- +เนื้อเรื่องเข้มข้น มีทั้งการเมือง สงคราม และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
- +งานภาพสวยงาม สมจริง ฉากต่อสู้ดุเดือด
- +ตัวละครมีมิติ ไม่มีใครดีหรือชั่ว 100%
- +ดนตรีประกอบและเพลงเปิดที่โดดเด่น
👎 จุดด้อย
- −บางช่วงของซีซันหลังๆ อาจยืดเยื้อและช้าลง
- −ตัวละครบางตัวถูกพัฒนาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในซีซันหลัง
- −ความรุนแรงอาจมากเกินไปสำหรับผู้ชมที่ไม่ชอบเลือด
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ซีรีส์ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนอร์สและบันทึกประวัติศาสตร์ของ Ragnar Lothbrok และลูกชายของเขา แต่มีการแต่งเติมและดัดแปลงเพื่อความบันเทิง
ปัจจุบัน Vikings มีให้รับชมทาง Netflix และ Prime Video ในประเทศไทย (ตรวจสอบความพร้อมให้บริการอีกครั้ง)
Vikings: Valhalla เป็นภาคต่อที่เกิดขึ้นประมาณ 100 ปีหลังจาก Vikings ตัวละครและเนื้อเรื่องแยกกัน สามารถดูได้โดยไม่ต้องดู Vikings มาก่อน แต่จะเข้าใจบริบทมากขึ้นถ้าดูเรื่องเดิม
Vikings มีทั้งหมด 6 ซีซัน รวม 89 ตอน โดยซีซัน 6 แบ่งเป็นสองภาค
ซีรีส์ใช้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และตำนาน แต่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความสนุก เช่น การรวมตัวละครหลายคนเข้าด้วยกัน หรือการย่อระยะเวลา ดังนั้นจึงควรรับชมในฐานะบันเทิงมากกว่าสารคดี