เมื่อ Disney ตัดสินใจนำนวนิยายแฟนตาซีขายดีอย่าง Artemis Fowl ของ Eoin Colfer มาสร้างเป็นภาพยนตร์ แฟน ๆ หลายคนคงตั้งตารอคอย แต่เมื่อหนังออกฉายทาง Disney+ ในปี 2020 กลับกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ผจญภัยสายลับใต้พิภพ (ชื่อไทย) เล่าเรื่องของเด็กอัจฉริยะวัย 12 ปีที่ต้องออกตามหาพ่อที่หายตัวไป และค้นพบโลกใต้ดินของเหล่านางฟ้า แต่การดัดแปลงที่เร่งรีบและตัดทอนเนื้อหาสำคัญจากต้นฉบับ ทำให้หนังกลายเป็นประสบการณ์ที่ขาดมิติและอารมณ์ร่วม
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ อาร์ทิมิส ฟาวล์ (Ferdia Shaw) เด็กหนุ่มผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลอาชญากรอัจฉริยะ ต้องสูญเสียพ่อของเขา (Colin Farrell) ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ พร้อมกับหลักฐานบางอย่างที่ชี้ไปยังโลกของเหล่านางฟ้า อาร์ทิมิสจึงร่วมมือกับพ่อบ้านผู้ภักดี (Nonso Anozie) และใช้ความเฉลียวฉลาดของตนในการเจาะเข้าไปในเมืองใต้พิภพที่ซ่อนเร้น เพื่อค้นหาพ่อและขโมยของวิเศษชิ้นสำคัญ แต่การเผชิญหน้ากับกัปตันฮอลลี ชอร์ต (Lara McDonnell) และกองกำลัง LEPrecon ทำให้เขาต้องปรับแผนและค้นพบว่าเบื้องหลังการหายตัวไปของพ่อมี阴谋ที่ใหญ่กว่า
หนังพยายามถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของโลกนางฟ้าที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ด้วยเวลาจำกัดเพียง 94 นาที ทำให้การเล่าเรื่องกระโดดไปมาคล้ายสรุปย่อมากกว่าการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ แฟนหนังสือจะพบว่ามีหลายฉากและตัวละครที่ถูกตัดออกไปอย่างน่าเสียดาย
งานการแสดงและตัวละคร
นักแสดงนำอย่าง Ferdia Shaw ในบทอาร์ทิมิส ฟาวล์ ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีพอสมควรในการถ่ายทอดความฉลาดและความเยือกเย็นของตัวละคร แต่บทที่เขียนมาให้กลับขาดมิติของความขัดแย้งภายใน ทำให้เขาดูเป็นเด็กอัจฉริยะที่ไร้หัวใจมากกว่าเด็กที่ต้องแบกรับภาระ Colin Farrell ในบทพ่อมีเวลาปรากฏตัวน้อยมากจนแทบไม่ส่งผลต่อเรื่อง Lara McDonnell ในบทกัปตันฮอลลี ชอร์ต แสดงความดุดันและมุ่งมั่นได้ดี แต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้พัฒนาเคมีกับอาร์ทิมิสอย่างที่ควร Josh Gad รับบท มัลช์ ดิกกัมส์ คนแคระขุดอุโมงค์ เป็นตัวละครที่ดูมีสีสันที่สุด แต่บทตลกของเขากลับถูกใช้ไม่คุ้มค่า
ส่วน Nonso Anozie ในบทบัตเลอร์ พ่อบ้านผู้ซื่อสัตย์ แสดงพลังและความภักดีได้โดดเด่น แต่ก็ได้รับบทที่น้อยเกินไป หนังไม่ให้เวลาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเหล่านี้ ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ผู้ชมไม่รู้สึกผูกพัน
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ Kenneth Branagh เป็นผู้กำกับมากประสบการณ์ เคยสร้างผลงานแฟนตาซีอย่าง Thor และ Murder on the Orient Express มาแล้ว แต่กลับทำ Artemis Fowl ออกมาได้น่าผิดหวัง หนังมีงานภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะการออกแบบโลกใต้พิภพที่เต็มไปด้วยรายละเอียด แสงสี และเทคโนโลยีราวกับนิยายวิทยาศาสตร์ การใช้เทคนิค CGI ผสมผสานกับฉากจริงทำได้อย่างลงตัว สร้างความอัศจรรย์ให้กับสายตา
ดนตรีประกอบโดย Patrick Doyle ผู้ร่วมงานประจำของ Branagh ก็มีท่วงทำนองที่เข้ากับบรรยากาศแฟนตาซี แต่กลับไม่โดดเด่นพอที่จะยกระดับอารมณ์ของหนัง ปัญหาหลักของงานกำกับคือการควบคุมจังหวะการเล่าเรื่องที่ผิดพลาด หนังพยายามยัดเยียดเนื้อหาจากนิยายหลายเล่มในเวลาอันสั้น ทำให้ขาดการสร้างบรรยากาศและการปูทางที่จำเป็น ผู้ชมที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนจะรู้สึกสับสนและตามไม่ทัน
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการมองว่า Artemis Fowl เป็นตัวอย่างของหนังที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับแฟรนไชส์แต่กลับลืมสร้างความสนุกให้กับผู้ชมทั่วไป การตัดสินใจเปลี่ยนตัวละครเอกให้เป็น 'ฮีโร่' มากกว่าจะเป็น 'สายลับ' ที่มีศีลธรรมคลุมเครือเหมือนในหนังสือ ทำให้สูญเสียเสน่ห์เฉพาะตัวของอาร์ทิมิสไป นอกจากนี้ หนังยังตัดองค์ประกอบสำคัญอย่าง 'นางฟ้าดักลาส' และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างอาร์ทิมิสกับฮอลลี ซึ่งเป็นหัวใจของซีรีส์
จุดอ่อนที่สุดคือการเล่าเรื่องที่เร่งรีบ ราวกับว่าหนังต้องการให้จบภายในเวลาขั้นต่ำ โดยไม่สนใจการสร้างอารมณ์ร่วมหรือความตื่นเต้นที่ควรมีในการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ การหักมุมหลายจุดถูกเฉลยอย่างง่ายดายจนไม่น่าประทับใจ สำหรับแฟนหนังสือ การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาอาจทำให้รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง สำหรับผู้ชมทั่วไป หนังอาจดูสนุกในฐานะแฟนตาซีเด็กเบาสมอง แต่ก็ไม่ถึงกับน่าจดจำ
สรุป
Artemis Fowl เหมาะสำหรับผู้ชมที่ต้องการดูหนังแฟนตาซีเบาสมองสักเรื่อง โดยไม่คาดหวังอะไรกับเนื้อเรื่องมากนัก แต่สำหรับแฟนหนังสือหรือผู้ที่ชื่นชอบหนังคุณภาพดี ควรอ่านหนังสือต้นฉบับแทนจะคุ้มค่ากว่า
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +งานภาพและ CG สวยงาม โลกใต้พิภพดูอัศจรรย์
- +นักแสดงนำแสดงดี โดยเฉพาะ Ferdia Shaw และ Nonso Anozie
- +ดนตรีประกอบไพเราะเข้ากับบรรยากาศแฟนตาซี
👎 จุดด้อย
- −บทหนังย่นย่อและเร่งรีบ ขาดการพัฒนาเนื้อเรื่องและตัวละคร
- −ไม่ซื่อตรงต่อต้นฉบับนิยาย ทำให้แฟนหนังสือผิดหวัง
- −ขาดอารมณ์ร่วมและการสร้างความตื่นเต้นในการผจญภัย
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หนังสตรีมบน Disney+ เท่านั้น ไม่มีการฉายในโรงภาพยนตร์
เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป เนื้อหาแฟนตาซีผจญภัย ไม่มีความรุนแรงมาก แต่บทอาจซับซ้อนสำหรับเด็กเล็ก
แตกต่างมาก หนังเปลี่ยนตัวละครหลักและตัดเนื้อหาสำคัญหลายจุด ทำให้แฟนหนังสือส่วนใหญ่ไม่พอใจ